บีม-ภากร มุสิกบุญเลิศ อิสระของชีวิตที่ปราศจากความเมา #ชีวิตดีเริ่มที่เรา

    สายตาของ บีม-ภากร มุสิกบุญเลิศ จับจ้องอยู่บนหน้าจอ เสียงที่ได้ยินเชื่อมประสานกับมือที่เคลื่อนไหวอยู่บนคอนโทรลเลอร์ตัวใหม่ซึ่งเขานำมาใช้สำหรับทำเพลงล่าสุดของวง Siam Secret Service เขาวางมือจากงานตรงหน้าแล้วหันมาเล่าให้เราฟังว่า ต้นปีที่ผ่านมาสมาชิกในวงกลับมารวมตัวทำเพลงกันอีกครั้ง พร้อมกับช่วงวัยที่แต่ละคนชัดเจนกับเส้นทางในชีวิตและความคิดตกตะกอน

    "Siam Secret Service เป็นวงที่ทำเพลงเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวกันอยู่แล้ว ตอนนั้นยังเด็กมากนะ เราเริ่มทำเพลงกันตอนอายุ 17-18 มีเรื่องกระทบกระเทือนใจเราก็จะมานั่งเล่าให้ฟังกัน บางทีมันถึงจุดที่กระเทือนมากจนอยากจะเอาออกก็เอามาเขียนเพลง เหมือนเป็นครอบครัว เป็นเพื่อนเก่าสมัยเด็ก ตอนนี้มีเพลงใหม่ที่เราอยากทำ ซึ่งมีความเป็นครอบครัวเยอะมากเพราะมันโตมาด้วยกัน เริ่มแก่ เริ่มอายุเยอะ ทุกคนก็เลยอยากทำให้ดีที่สุด เต็มที่ ทำกันเองไม่ยุ่งกับใคร ไม่ทำให้ใครต้องลำบาก ไม่มีสปอนเซอร์"

    หากนับตั้งแต่เพลง แค่นั้น ที่ปล่อยออกมาให้ฟังครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2541 เป็นเวลากว่า 21 ปีแล้วที่เรารู้จักกับวงป๊อปล้ำสมัยวงนี้ แม้จะดูเหมือนเว้นช่วงไปนานกว่าจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง แต่ถ้าใครติดตามวงการเพลงอยู่จะรู้ว่าบีมและสมาชิกคนอื่นๆ ยังทำงานดนตรีและมีผลงานออกมาให้ฟังเป็นระยะ สำหรับเขาคือการเปลี่ยนบทบาทจากมือเบสของ Siam Secret Service ไปร่วมงานกับศิลปินคนอื่นๆ เช่น ทำวง อะไรจ๊ะ กับ ตุล ไวฑูรเกียรติ จับมือกับน้องชาย ปุ๊บปั๊บ-กานต์ มุสิกบุญเลิศ ฟอร์มวง Knock the Knock แล้วยังแบ่งภาคไปทำวงดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์ร็อกชื่อ White Rose ร่วมกับ พีช-พชร จิราธิวัฒน์

    นอกจากนั้นเขายังเป็นโปรดิวเซอร์ให้ศิลปินต่างๆ ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Vanishing Point ของ จักรวาล นิลธำรงค์ มีส่วนในการทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Someone from Nowhere ของ ปราบดา หยุ่น นิดหน่อย ทำสกอร์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Ten Years Thailand แบ่งภาคไปเป็นโปรดิวเซอร์สารคดีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แล้วยังมีพลังเหลือสำหรับการถ่ายรูปอีกด้วย

    แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ที่เขามีความสุขกับการทำงานที่หลากหลาย เขาต้องผ่านอุปสรรคมากมาย รวมถึงหลงไปกับความเมามายมากเหมือนกัน

    "ถ้าบอกว่าค่าของคนคือผลของงาน เราเป็นคนไม่เคยหยุดทำงานเลย ตั้งแต่ที่เริ่มแต่งเพลงได้ตอนอายุ 15-16 จนทุกวันนี้เราก็ไม่เคยหยุดทำงาน เราเป็นคนขยันอ่านหนังสือ ไม่เคยหยุดหา ไม่เคยหยุดรับ ข้อดีของมันคือเรารู้ว่าเราอยากได้อะไร เราฟังเพลงแล้วก็คิดว่าถ้าเราทำเพลงแนวนี้ เราจะทำออกมาแบบไหน หรือตอนเรียนหนังสือที่เราไม่ชอบ เราไม่ใช่คนขี้เกียจ แต่เรามีเหตุผลว่าเราไม่ชอบเพราะเราอยากทำอย่างอื่น"

    เขาเล่าย้อนไปตอนที่เริ่มศึกษาการทำเพลงด้วยตัวเองควบคู่ไปกับการเรียนตั้งแต่มัธยม พอสอบเทียบเรียนจบเร็วกว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกันจึงเริ่มทำวง Siam Secret Service ช่วงที่ออกอัลบั้มแรกและเดินสายแสดงคอนเสิร์ตก็เป็นตอนที่เขากำลังเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยพอดี

    "ผมมีปัญหาเพราะเป็นคนรู้ตัวเร็วมาก เรารู้ตั้งแต่แรกว่าอยากเป็นซาวนด์เอนจิเนียร์ อยากเป็นโปรดิวเซอร์ อยากเป็นนักดนตรี อยากเป็นคนสร้างดนตรีแนวไหนก็ได้ อยากเป็นนักเขียนเพลง อยากเล่นกีตาร์ อยากเล่นเบส ค้นพบมาเรื่อยๆ แต่ตอนนั้นการเรียนซาวนด์เอนจิเนียร์ต้องไปอเมริกาอย่างเดียว เพราะที่เมืองไทยยังไม่มีหลักสูตรที่ไหนสอน แล้วเป็นหนึ่งในเมเจอร์ที่แพงมาก ซึ่งมันยากสำหรับเศรษฐกิจในช่วงนั้น ผมเลยลงเรียนอะไรก็ได้ไปก่อน แต่พอไปมหาวิทยาลัยแล้วรู้สึกว่าทำไมเราต้องโดนตัดสินว่าไม่ดี เราเป็นคนชอบแต่งตัว ผมยาว เจาะจมูก เจาะหู ซ่ามาก โดนเรียกผู้ปกครอง ก็แบบไม่เอาแล้วไม่อยากเรียน และตอนนั้นหาเงินค่าเทอมได้เองแล้วไง พอเรียนแล้วไม่ชอบ เราเปลี่ยนมหาวิทยาลัยใหม่ก็ได้ ก็เปลี่ยนเลย บอกไม่ถูก โกรธสังคมมาก มันรู้สึกขบถไปหมดเลย รู้สึกว่ายิ่งตั้งใจทำงานยิ่งไม่ได้อะไร สมัยนั้นเราตั้งใจมากนะแต่ผู้ใหญ่ไม่ฟัง เลยเป็นช่วงที่พีกมากของความเกเร ทำเพลงไปด้วย เล่นคอนเสิร์ต ปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อน"

    การค้นพบตัวเองที่ค่อนข้างเร็วและความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพลงในตอนนั้น ผกผันกับการยอมรับของสังคมรอบข้างอยู่มาก ระหว่างที่เดินเข้าออกมหาวิทยาลัยต่างๆ อยู่หลายสถาบันพร้อมกับทำงานเพลงไปด้วย เขาก็สามารถเก็บเงินเพื่อเดินทางไปศึกษาต่อสาขา Recording Arts และ Entertainment Business ที่ Full Sail University ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้เขามีความสุขกับการเรียนอย่างแท้จริง

    "จริงๆ ผมเป็นพวกเนิร์ดอยู่แล้วครับ ตอนไปเรียนเลยดีใจมาก ตั้งใจเรียนหนังสือมาก เพราะที่โรงเรียนมีครูเก่งๆ เยอะ สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงเรียนสามารถใช้ได้ 24 ชั่วโมง ได้ใช้สตูดิโอ มีแล็บ บรรยากาศที่นั่นเป็นสวรรค์ของคนที่อยากเรียนรู้จริงๆ ผมขี่จักรยานไปเรียน พยายามประหยัดเงินทุกอย่าง ปิดเทอมเข้าห้องสมุดอ่านหนังสือ การเที่ยวของผมคือการไปร้านเครื่องดนตรี ดูคอนเสิร์ต ไปร้านหนังสือที่ใหญ่มากๆ ซึ่งผมรู้สึกว่าที่ไปเรียนตอนนั้นคุ้มเพราะเราอายุ 27 เราโตแล้ว พูดได้เลยว่าถ้าผมยังเมา ยังปาร์ตี้ดื่มเหล้าแบบตอนอยู่เมืองไทย เละแน่นอน เพราะสังคมเด็กมหาวิทยาลัยที่อเมริกาเขาจะดื่มกันหนักมาก แต่เราฉวยโอกาสที่มีไปในทางวิชาการและทางศิลปะที่เรากระหายมากๆ"

    พอกลับมาเมืองไทยเขาเริ่มเป็นโปรดิวเซอร์อัลบั้ม โรแมนติก คอเมดี้ (2549) ของวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า และทำงานดนตรีอื่นๆ อีกมากมายอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตที่สนุกสุดเหวี่ยง แต่แล้วเขาก็พบว่าสัมผัสและความสุขที่ได้รับจากดนตรีที่เขารัก เริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากอิทธิพลของการดื่มแอลกอฮอล์ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการทำงานของเขามากขึ้น

    "หลังจากกลับมาทำงานเพลง พอทำงานเสร็จก็ออกไปเที่ยวเล่นเพราะอยากสนุกกับเพื่อน มันมีความรู้สึกว่าเรามีรายได้ เราสามารถจ่ายเองได้แล้วเพราะแอลกอฮอล์มันไม่แพง ภูมิต้านทานของเราคือ รับผิดชอบตัวเองได้ ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ผิดกฎหมายนี่ เลยรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันเริ่มที่ตรงนั้นแล้วก็ค่อยๆ ขยายขอบเขตของตัวเองออกไปเรื่อยๆ กินเบียร์เบาๆ มันชิลล์ดี ไม่เป็นไรหรอก รู้ตัวอีกทีเราพึ่งพาเหล้าเยอะ มันเริ่มเข้ามามีส่วนในชีวิตมาก คือทุกอย่างจะไม่สนุกเท่าเดิมถ้าไม่มีแอลกอฮอล์"

    ช่วงที่ดื่มหนักๆ จนเริ่มติดเป็นนิสัย เขาถึงกับดื่มระหว่างทำงานเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ๆ ก่อนที่จะพบว่าวิธีนี้กลับสร้างเงื่อนไขในการทำงานและการมีความสุขแทบทุกด้านของตัวเอง

    "คนทำงานศิลปะแต่ละคนจะมีความกดดันตัวเองในแบบต่างๆ เราเชื่อว่าเราค่อนข้างเครียดมากกับการทำงานศิลปะ เราอยากไปที่ที่ไม่เคยไปในหัว ทำในสิ่งที่ปกติเราไม่เคยทำ พอดื่มแล้วมัน โอ้โห! ตื่นเต้น สนุกจังเลย เหมือนเด็กอยู่ในสนามเด็กเล่นที่มีของเล่นเยอะไปหมด พอมีตัวกระตุ้น มันก็สนุกเข้าไปใหญ่ เป็นกลไกให้เริ่มติด เราเข้าสตูดิโอบ่ายๆ ก็เริ่มดื่มวอดก้า ตกเย็นดื่มเบียร์ นั่งฟังเพลง นั่งทำงาน มันรู้สึกติดใจ จนมันกลายเป็นเงื่อนไขที่ถ้าไม่ดื่มแล้วจะไม่สนุก ไม่มีความสุข ซึ่งมันทำลายเราด้วยซ้ำ มีความคิดนึงที่จำได้เลยว่า ทำไมตอนเด็กๆ ฟังเพลงแล้วมีความสุขมาก อินมาก สนุกมาก แล้วทำไมโตขึ้นมาถ้าไม่กินเบียร์ไม่กินเหล้า จะคิดเพลงไม่ออกเลยเหรอ"

    แต่สิ่งที่ทำให้เขากลับมาทบทวนตัวเองถึงผลกระทบของการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักคือ อุบัติเหตุทางรถยนต์

    "ผมเคยมีประสบการณ์ใกล้ตายคือขับรถแล้วหลับใน ตอนนั้นทำงานเยอะ มีความรู้สึกว่าเวิร์กฮาร์ด เพลย์ฮาร์เดอร์ เราทำงานตั้งแต่ 10 โมงเช้า 2-3 ทุ่มเพื่อนโทรมาก็ไปกินเหล้า แล้วเราจะมีแรงปลอมๆ แต่ขับรถกลับบ้านแล้วไม่ไหว รถซัดกับขอบทางด่วนเราก็ตื่น แล้วอีกครั้งหนึ่งคล้ายๆ กันบนทางด่วน ผมหลับในเกือบตาย โห มีโมเมนต์ที่คิดว่า 'ทำเป็นเล่นไป ตายได้นะเนี่ย' 'เฮ้ย... เดี๋ยวจะไม่ได้ทำดนตรีนะ' เราเลยกลับมาโฟกัสกับเป้าหมายชีวิตเรา เราคิดถึงดนตรี คิดถึงความรู้สึกที่มีกับดนตรี เพราะช่วงที่เกเรมากๆ มันเละเทะ บิดเบี้ยวไปหมด ทำไมไม่เมาแล้วไม่สนุก แล้วเมื่อก่อนทำไมเราฟังเพลงที่เราชอบแล้วเราสนุกได้ เงื่อนไขมันต่างกันเยอะมาก ชีวิตเราเสียการควบคุมไป

    "ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นอิสระแล้ว ลึกๆ มันอยากเป็นอิสระจริงๆ ไม่ใช่อิสระในการที่ฉันเดินไปซื้อเบียร์เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างนั้นมันไม่ใช่อิสระที่แท้จริง เราอยากฟังเพลงเพราะ ดูหนังสนุกด้วยความรู้สึกของเราเอง เหมือนตอนเด็กๆ ที่เราไม่สามารถจะลืมอัลบั้มหนึ่งอัลบั้มได้ แล้วจำได้ทุกโน้ตทุกอย่าง มันจะเป็นความรู้สึกที่พิเศษ แต่พอเลิกดื่มช่วงแรกๆ มันจะหลงทาง ความรู้สึกที่แท้จริงจะโดนกดไว้ 'โห กินเบียร์นิดนึงนี่ชิลล์เลยนะ' หรือ 'ถ้าดื่มวอดก้าสักหน่อย มันจะตื่นเต้นขึ้น' โชคดีที่มีเพื่อนและรุ่นพี่หลายคนที่ไม่ดื่มเหล้าแต่เขายังมาปาร์ตี้ได้ คือเขาเป็นคนรักดนตรีจริงๆ พอรู้สึกว่าเขายังทำได้ ก็เลยลองดู"

    วิธีที่เขาใช้คือการหักดิบ เลิกดื่มเด็ดขาด โดยยังคงไปนั่งสังสรรค์กับเพื่อนที่ร้าน แต่เปลี่ยนเครื่องดื่มในมือเป็นน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้แทน นอกจากนั้นยังมีอีกเครื่องมือหนึ่งมาช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากการดื่มได้มากคือ การขี่จักรยาน

    จากพื้นฐานที่เป็นคนทำอะไรจริงจัง เมื่อเริ่มสนใจจักรยานแล้วจึงทำให้เขาหันมาขี่จักรยานเยอะมาก จนบางช่วงถึงกับใช้แทนรถยนต์เลยทีเดียว พอร่างกายเริ่มฟื้นฟูและสุขภาพดีขึ้นจากการออกกำลังกาย เขาถึงกับบอกเราว่าเหมือนมีชีวิตใหม่และได้ร่างกายใหม่เลยทีเดียว

    "การที่ออกกำลังกายจนคาร์ดิโอดี หัวใจดี มันสดชื่น มีพลัง กินข้าวอร่อย ทำงานได้ดีขึ้นอย่างมีระบบ ทำให้เรารู้สึกว่าถ้ากลับไปดื่มเหล้ามันล้มหมดเลย สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ดีแล้ว อย่าเสียเวลาไปเปล่าๆ เราต้องเชื่อว่าถ้าเราผ่านตรงนี้ไปได้ มันจะมีสิ่งที่ดีกว่ารอเราอยู่ที่ปลายทาง"

    เมื่อไม่จำเป็นต้องใช้การดื่มมากระตุ้นให้เกิดการทดลองหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในการทำงานอีกต่อไป เขาก็รู้สึกถึงความจริงใจและตรงไปตรงมาในสิ่งที่ตัวเองทำและสิ่งที่ตัวเองรับรู้มากขึ้น

    "พอเริ่มออกห่างจากการดื่ม จะเริ่มมีความรู้สึกว่าเพียวขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เราเป็นเพื่อนตัวเองได้ เราพึ่งตัวเองได้ เพื่อนสามารถพึ่งเราได้ โดยที่เราไม่ต้องไปพึ่งอย่างอื่นให้มีความสุข เริ่มรู้สึกว่าฟังเพลงแล้วกลับมามีความสุข ดูหนังสนุก เล่นดนตรีสนุก แต่เล่นดนตรีนี่แอบนานหน่อย ช่วงแรกจะรู้สึกเบื่อๆ แต่เราต้องแลกเพราะเราไปเบิกมาใช้ล่วงหน้า พอตั้งหลักได้แล้วเรารู้สึกว่าทำงานได้ดีขึ้นอย่างมีระบบ ซื่อสัตย์กับใจเรามากกว่าเดิม ผมไม่ได้หมายความว่าคนที่กินเหล้าไม่ซื่อสัตย์นะ แต่จุดยืนของเราชัดเจนขึ้น ไม่มีอะไรมาทำให้เราแกว่ง มันมีบางคนที่ใช้วิธีนี้ในการทำสิ่งห่ามๆ เช่น เล่นกีตาร์ที่มันออกนอกกรอบ แต่ว่าพอมีสติมากๆ ผมทำแบบนั้นได้ดีกว่า ออกนอกกรอบได้ดีกว่าอย่างมีระบบ รู้ว่าในหัวเราวางแผนไว้ยังไง รู้กระบวนการทำงาน แล้วเราสามารถวิเคราะห์ความรู้สึกเหล่านั้นออกมาได้ ไม่ได้เป็นแบบ 'โห วันนั้นเมามาก อัดกีตาร์มันมาก' แต่จำไม่ได้ว่าใช้อะไรบ้าง พอชีวิตมีคอนโทรลมากๆ ก็สนุกขึ้น"

    ในฐานะคนที่ชอบดูดนตรีและคอนเสิร์ตมากๆ เขาเล่าให้เราฟังว่ามีคอนเสิร์ตที่ไปแล้วสนุกมากๆ 2 ครั้ง ครั้งแรกคือตอนไปดูวง Depeche Mode สมัยเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ท่ามกลางบรรยากาศที่คนเป็นหมื่นใส่ชุดดำกันหมด มือหนึ่งของเขาถือป๊อปคอร์น อีกมือถือโค้ก ส่วนครั้งล่าสุดคือคอนเสิร์ต The Cure ที่ยืนดูตลอด 3 ชั่วโมง โดยไม่ออกไปต่อแถวซื้อเบียร์มาดื่มเลย

    "เป็นการดูคอนเสิร์ตที่สนุกที่สุดในชีวิตโดยที่เราไม่แตะอะไรเลย มันได้เอ็นจอยชีวิตจริงๆ ไม่ต้องเสียเวลากับเรื่องไม่จริง ทำให้เรารู้ว่าดนตรีดีๆ หนังดีๆ มันอยู่ที่เดิม เราไม่จำเป็นต้องไปเร่งมันด้วยการดื่มเหล้าให้เมาเพื่อไปดูมันให้สนุกขึ้น ตอนนี้กิจกรรมในชีวิตผมเปลี่ยนไปแล้ว ตกเย็นไปดูหนัง ดูงานศิลปะ เขาดื่มกันเราก็ไม่ดื่ม สิ่งที่สนุกมันสนุกเหมือนเดิม การที่เราเลิก ไม่ได้แปลว่าเราจะขาดไป ผมพูดได้ว่าเลิกดื่มมา 8 ปีแล้ว ผมมีความสุขมาก"

    หลังจากเลิกดื่มมา 8 ปี เขาได้อิสระในการใช้ชีวิตกลับคืนมา โดยสิ่งที่ได้รับนั้นเป็นอิสระในความหมายที่ต่างไปจากสมัยวัยรุ่นที่คิดว่าจะได้มาด้วยการต่อต้าน กบฏ หรือแหกกฎเท่านั้น

    "ตอนนี้อิสระของผมง่ายมากเลย มันคือการไม่ยึดติดกับอิทธิพลรอบตัว โดยที่ไม่ไปเบียดเบียนตัวเองและคนอื่น พอเป็นอิสระจากอิทธิพลรอบตัวแล้ว มันจะเปิดทางเลือกให้เราทำดีกับตัวเองได้ง่ายขึ้น อย่างแต่ก่อนผมเคยใช้การดื่มแอลกอฮอล์เป็นที่พึ่งตอนอยากจะลืมหรือผิดหวัง ผมเข้าใจนะว่ามันจะทำให้เราลืมปัญหาอย่างรวดเร็ว แต่ผมอยากให้ลองมองดูดีๆ ว่าถ้าเวลามีปัญหาแล้วเราไม่เป็นอิสระ เราไม่ควรจะผูกตัวเองกับปัญหาเพิ่มด้วยแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้น ปัญหาไม่ได้ถูกแก้ ปัญหามันจะถูกลืม ซึ่งมันถูกลืมแป๊บเดียว แล้วจะมีปัญหาเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ลองเป็นเพื่อนตัวเอง ใช้ใจตัวเองสอนตัวเอง"

    เมื่อได้ฟังเรื่องราวของเขาที่ทดลองการใช้ชีวิตอย่างโชกโชนและผ่านประสบการณ์สุดโต่งมาแล้ว เขาทำให้เรารู้ว่า 'ชีวิตดีเริ่มที่เรา' เพราะเราเป็นคนตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ เข้ามาในชีวิต และเลือกที่จะให้สิ่งนั้นออกไปจากชีวิตได้ด้วยตัวเองเหมือนกัน เช่นเดียวกับเขาที่เคยหลงทางไปกับความมึนเมา แต่เมื่อคิดที่จะเปลี่ยนตัวเองอย่างจริงจัง และมุ่งมั่นกับจุดหมายปลายทางที่ดีกว่าตรงหน้า เขาก็สามารถมีอิสระที่แท้จริงได้ โดยความหมายของความมีอิสระของเขาคือ การหลุดพ้นจากความเมามาย หรือเงื่อนไขต่างๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อพันธนาการชีวิตของเราไว้นั่นเอง



    สำหรับผู้อ่านที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของ บีม ภากร แล้วอยากลองเปลี่ยนแปลงตัวเอง พร้อมกับตั้ง "เป้าหมายสู่ชีวิตที่ดี" เพื่อมีอิสระในแบบของตัวเอง สามารถคลิกเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ชีวิตดีเริ่มที่เรา

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ