พิม สุทธิคำ สร้างสรรค์ศิลปะจากการปั้น สร้างเสริมร่างกายด้วยการปั่น #ชีวิตดีเริ่มที่เรา

    พิม สุทธิคำ ทำให้เราเห็นว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนคนหนึ่งสามารถหลงใหลกับอะไรบางสิ่งบางอย่างได้ อาจจะง่ายเพียงแค่สิ่งนั้นเป็นหนึ่งในวิชาบังคับและมีคนชวนให้ลองทำดูเท่านั้นเอง 

    เรากำลังพูดถึง 2 สิ่ง คือการปั้นเซรามิกและการปั่นจักรยานออแดกซ์ ที่เธอทุ่มเทฝึกฝน เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และสะสมทักษะ เพื่อที่จะเดินทางไปให้ใกล้กับจุดหมายที่วางไว้ทีละน้อย ซึ่งเมื่อนับจากจุดเริ่มต้นแล้ว เราคิดว่าเธอเดินทางมาไกลและมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

    ปัจจุบันเธอเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ควบคู่ไปกับการเป็นนักปั้นเซรามิกซึ่งผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ดังนั้นเมื่อเอ่ยชื่อของเธอแล้ว หลายคนจึงรับรู้ถึงการเป็นศิลปินของเธอไม่น้อยไปกว่าบทบาทการเป็นอาจารย์ โดยตลอดการทำงานเซรามิกต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี เธอเคยจัดแสดงผลงานเซรามิกทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย ไม่ว่าจะเป็นประเทศตุรกี ลัตเวีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เดนมาร์ก ปากีสถาน ฟินแลนด์ เกาหลี และสวีเดน ปีนี้เธอมีนิทรรศการเดี่ยวจัดแสดงที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก และร่วมเป็นหนึ่งในศิลปินที่นำผลงานมาจัดแสดงในนิทรรศการ 'ภาชนะ-พา-ชนะ : POTs-The-Vessels' กับศิลปินจากประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น สวีเดน และไทย แล้วยังวางแผนไปขี่จักรยานทางไกลในรายการ Paris-Brest-Paris (PBP) ที่มีระยะทาง 1,200 กิโลเมตร ถึงประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย

    วันนี้เธอละบทบาทการเป็นอาจารย์และนักปั่นไว้ แล้วมาต้อนรับเราที่ Humble Project ในฐานะศิลปิน เมื่อก้าวขึ้นไปถึงชั้น 2 ที่วางชิ้นงานถ้วยชา เธอก็นำภาพถ่ายพื้นผิวเซรามิกที่เตรียมไว้สำหรับติดตั้งบนผนังออกมาให้ดู ก่อนจะพาเราเดินขึ้นไปบนชั้น 3 ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของการจัดแสดงเดี่ยวครั้งแรกในกรุงเทพฯ ของเธอ เพื่อเล่าถึงแนวคิดในการทำงานชุด Breccia: Form, Fire, Surface ให้ฟัง

    "Breccia เป็นศัพท์ทางธรณีวิทยา ศัพท์ภาษาไทยใช้คำว่า หินกรวดเหลี่ยม คือหินกรวดชนิดหนึ่งซึ่งเกิดตามธรรมชาติ สำหรับตัวเองรู้สึกว่า ลึกๆ แล้วกระบวนการของช่างทำเครื่องปั้นดินเผา มันคล้ายๆ กระบวนการทางธรณีวิทยา ซึ่งเป็นกระบวนการเกิดหรือวัฏจักรของหิน แต่เราเอากระบวนการทั้งหมดมารวมอยู่ในสตูดิโอของเรา อย่างการหลอมก็คือการใช้ความร้อนในเตามาทำให้แร่ธาตุต่างๆ รวมกัน ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งหมดคือการทำหิน แต่เป็นหินที่เป็นความร่วมมือระหว่างเรากับวัสดุ ทำให้เกิดรูปร่างและผิวสัมผัสตามจินตนาการ"

    ระหว่างนั้นเธอหยิบถ้วยมาพลิกหมุนให้ดูผิวสัมผัสที่ใช้เวลาปีกว่าในการทดลองทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสามารถควบคุมกระบวนการและทำซ้ำ ให้ปรากฏออกมาเป็นการกักเก็บเวลาของการเดือดและการไหลของวัสดุธรรมชาติไว้ในเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งในช่วงเวลาที่ทำงานชุดนี้เองที่ทำให้เธอค้นพบแนวทางที่ตัวเองต้องการจะมุ่งไปในฐานะศิลปินนักปั้นเซรามิก

    "เวลามองการทำงานเครื่องปั้นดินเผา มันเป็นวัสดุที่มีมาเป็นหมื่นปีแล้ว โดยส่วนตัวรู้สึกว่าการที่ใครจะเลือกทำงานกับเครื่องปั้นดินเผา ก็เพราะประทับใจในคุณลักษณะของวัสดุที่ไม่สามารถเลียนแบบได้ด้วยวัสดุชนิดอื่นๆ หมายความว่า ถ้วยเหมือนกัน ฟังก์ชันเดียวกัน จะเป็นโลหะ พลาสติก ไม้ แก้ว เป็นอะไรได้หลายอย่าง เพราะฉะนั้นฟังก์ชันหรือรูปร่างไม่ใช่หัวใจซะทีเดียว สำหรับตัวเองรู้สึกว่าหัวใจมันอยู่ที่เราจะดึงเอาลักษณะของเครื่องปั้นดินเผา ที่ไม่สามารถเลียนแบบได้ด้วยวัสดุอื่นออกมาให้มากที่สุดได้ยังไง เหมือนเป็นหมุดหมายไกลๆ ของเราว่า เราจะต้องหาเอ็กซ์เพรสชันแบบนั้น อันนี้เป็นทิศทางสำหรับตัวเองที่กำลังขยับไปแสวงหาเอ็กซ์เพรสชันใหม่ๆ ของวัสดุ ซึ่งจริงๆ แล้วสำหรับศิลปินเครื่องปั้นดินเผา มันคือปมที่ยากที่สุด คือทุกคนต้องหาที่ยืนให้ตัวเองให้ได้ แล้วการเดือดการหลอมที่มีความไหลที่เราสามารถเก็บเอาไว้ สิ่งเหล่านี้มันก็เป็นเอ็กซ์เพรสชันในทางที่ตัวเองอยากจะดำเนินไปในฐานะคนทำงานเครื่องปั้นดินเผา"

    พอถามว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นและเหตุผลที่เธอหลงใหลในเซรามิก เธอก็พาเราย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่เพิ่งรู้จักกับการปั้นเซรามิกครั้งแรกตั้งแต่สมัยที่ยังศึกษาอยู่ในภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    "ตอนนั้นต้องเรียนวิชาเซรามิกเป็นวิชาบังคับ 3 ตัว ซึ่งพอได้เรียนแล้วก็รู้ว่านี่คือสิ่งที่เราชอบ มันเป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้นมาก เหมือนเราสามารถควบคุมชะตาชีวิตของตัวเองได้ เพราะว่าเราต้องการใช้อะไรเราก็สามารถทำสิ่งนั้นขึ้นมาด้วยมือของเราเอง และชอบความรู้สึกแบบนี้ ตั้งแต่เด็กก็ชอบการทำสิ่งของ แล้วนี่ไม่ใช่แค่การประดิษฐ์นะ สมัยเรียนเราได้เรียนถึงสิ่งของต่างๆ ทำยังไง ตั้งแต่ผ้าทอขึ้นมาได้ยังไง พลาสติกทำขึ้นมาได้ยังไง เซรามิกก็เช่นเดียวกัน"

    แต่ท่ามกลางสิ่งต่างๆ ที่ได้เรียนรู้นั้น เธอเลือกที่จะรับเซรามิกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต เพราะกระบวนการในการทำเซรามิกตั้งแต่ต้นจนจบนั้นสามารถกำหนดได้ด้วยคนคนเดียว เมื่อผสมกับขอบเขตของงานคราฟต์ที่ต้องทำด้วยมือแบบที่เครื่องจักรมาทดแทนไม่ได้ และความน่าสนใจของวัสดุธรรมชาติที่มีข้อจำกัดซึ่งท้าทายศักยภาพในความเป็นมนุษย์ว่าจะสามารถหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ภายใต้ข้อจำกัดเดิมได้แค่ไหน รู้ตัวอีกทีการปั้นเซรามิกก็เป็นเป้าหมายหนึ่งในชีวิตเธอไปแล้ว

    "มันเป็นความพึงพอใจแบบหนึ่ง เวลาทำงานเซรามิก มันมีจุดที่ล้มเหลวเยอะมากกว่าจุดสำเร็จ ต้องการเวลา เรียกร้องการฝึกฝน อาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่ยาวนานกว่าที่เราจะทำออกมาได้แล้วรู้สึกว่าดี ใช้ได้ ถึงกระนั้นมันจะมีจุดที่พังพินาศได้เสมอ พอเราคุ้นเคยกับความล้มเหลว ชีวิตมันก็ง่ายไง ดังนั้นเซรามิกขัดเกลาความพยายามและความอดทนประมาณหนึ่ง ธรรมชาติของมันแค่เป็นอย่างนั้น ดังนั้นความยากลำบากจึงเป็นเรื่องปกติค่ะ ซึ่งทั้งหมดนี้มันไม่ได้ช่วยอะไรใครนอกจากจิตวิญญาณของเราเอง"

    แม้จะมีความสุขกับการปั้นเซรามิกและพบเป้าหมายสำหรับการทำงานในฐานะศิลปินแล้ว แต่เธอยังบอกว่าหนทางในการไปสู่จุดหมายยังอีกยาวไกล เพราะกว่าที่ศิลปินเซรามิกคนอื่นๆ จะค้นพบแนวทางที่ชัดเจนและสร้างผลงานได้อย่างเฉียบคมนั้น ต้องทำอย่างต่อเนื่องมากกว่า 40 ปีขึ้นไป หรืออาจจะใช้ระยะเวลายาวนานถึงขนาดที่ชีวิตนี้ชีวิตเดียวไม่สามารถทำได้เลย

    "เราคิดว่าถึงมีชีวิต 240 ปีก็อาจจะยังไม่พอ คือถ้าคิดว่าชีวิตนึงของคนเรามีอายุประมาณ 80 ปี เพราะฉะนั้นมี 3 ชีวิตอาจจะไม่พอ แต่ถ้าเรามีอายุ 80 ปี เราก็ไปได้ไกลกว่าอายุ 60 ปี ดังนั้นความแข็งแรงก็อาจจะทำให้เราอยู่ได้นานขึ้นในหนทางที่ยาวไกลมากๆ"

    เมื่อการทำงานของร่างกายเป็นสมการหนึ่งในการทำงานศิลปะ การมีสุขภาพดีจึงเป็นกลไกหนึ่งซึ่งส่งเสริมการทำงานและตอบสนองการใช้ชีวิตของเธอ แม้ว่าจะไม่ได้วางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนก็ตาม ที่ผ่านมาพิมอยู่ในครอบครัวที่เล่นกีฬามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเล่นเทนนิส ว่ายน้ำ แต่พอถึงช่วงชีวิตของการทำงานก็ห่างหายจากการออกกำลังกายไปบ้าง กระทั่งลองมาปั่นจักรยานซึ่งเป็นกิจกรรมที่เธอสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของเธอไปแล้ว

    เธอเล่าให้ฟังว่าเริ่มขี่จักรยานประมาณ 5 ปีก่อน เนื่องจากคนรอบข้างเริ่มมาชวนในช่วงที่จักรยานมีความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูงได้แล้ว เธอยังค้นพบกิจกรรมที่ติดใจมากๆ คือการขี่จักรยานทางไกลประเภทออแดกซ์ การขี่จักรยานประเภทนี้มีการกำหนดเส้นทางและกรอบเวลาไว้ โดยมีระยะทางในการปั่นเริ่มต้นตั้งแต่ 200-1,200 กิโลเมตร ความน่าสนใจอยู่ที่เมื่อถึงจุดหมายแล้ว ไม่ว่าจะเข้าเป็นอันดับที่เท่าไรก็ได้เหรียญเดียวกัน จึงไม่เป็นการแข่งขันกับใครนอกจากการแข่งกับตัวเอง แล้วเธอก็พูดถึงผลพลอยได้ของการขี่จักรยานที่ช่วยสร้างมิตรภาพกับน้องชายที่ห่างกันให้กลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้ง

    "อีกมุมที่ส่วนตัวแต่สำคัญมากๆ กับเราคือ เรามีน้องชายคนนึงที่อายุห่างกันประมาณ 7 ปี ตั้งแต่เด็กไม่สนิทกันเลย เหมือนต่างคนต่างโตมาแล้วไม่รู้จักกัน คือก่อนที่จะเริ่มขี่จักรยาน น้องเขาขี่แบบจริงจังอยู่ก่อนแล้ว พอมาทำกิจกรรมที่ชอบเหมือนกัน เลยเหมือนได้เจอเพื่อนใหม่ อยู่ดีๆ ก็มีเขาเข้ามาอยู่ในชีวิตและมันดีมาก นี่มันดีกว่าเพื่อนอีก เพราะเราคือพี่น้องเชื้อสายเดียวกัน มันเจ๋งมาก เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นใหม่ผ่านกิจกรรมการขี่จักรยาน"

    แน่นอนว่าเธอเคยบาดเจ็บจากการขี่จักรยาน ประสบอุบัติเหตุ แต่หากเธอยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วไม่พยายามเอาชนะตัวเอง ทุกวันนี้เธอคงไม่ได้พบความสุขจากการขี่จักรยานอย่างแน่นอน

    "คนปั่นจักรยานแรกๆ จะต้องเจ็บก้น เจ็บไปเรื่อยๆ จนกว่าก้นจะด้าน หรือว่าเจ็บตรงนั้นตรงนี้ มือชา เท้าชา อุบัติเหตุก็เคยเกิด ไม่ใช่ว่าเจ็บแล้วจะเลิก แต่ต้องคิดว่าเจ็บแล้วจะทำยังไงต่อไปไม่ให้เจ็บ มีช่วงนึงที่ไม่ได้ปั่นหลายเดือน กว่าจะกลับมาได้ก็ต้องค่อยๆ ขุดตัวเองขึ้นมา ตื่น 6 โมงเช้าแล้วพุ่งไปปั่นจักรยาน เหมือนกับที่มีคนบอกว่า ทุกอย่างถ้าทำติดกัน 7 วันจะกลายเป็นนิสัย มันต้องมี 7 วันแรกที่เราจะทำจนกว่าจะติด ซึ่งแต่ละคนอาจจะมีจุดเริ่มต้นที่ต่างกัน เช่น บางคนเจอเพื่อน บางคนแฟนชวนไปปั่นด้วยกัน หรือมีใครมาท้าทาย มันต้องมีจุดจัมป์สตาร์ทนี้ให้ได้ก่อน พอเริ่มติด มันจะทำไปของมันเอง"

    ซึ่งการฝึกซ้อมเยอะๆ จะช่วยป้องกันการบาดเจ็บและอุบัติเหตุได้ เพราะมีความคุ้นเคยกับการควบคุมจักรยาน นอกจากนั้นการขับรถเป็นก็มีส่วนช่วยให้เข้าใจว่าคนที่ใช้รถใช้ถนนอยู่คิดอย่างไร เมื่อถึงทางแยก ทางร่วม สำหรับคนที่เริ่มปั่นใหม่ๆ ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีรถหนาแน่น แล้วปั่นไปในเส้นทางขนาดเล็ก เส้นทางสวยงาม หรือปั่นในพื้นที่ซึ่งกำหนดไว้สำหรับจักรยานโดยเฉพาะ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องทำให้ถูกมองเห็นได้ เช่น ใส่เสื้อสะท้อนแสง เปิดไฟ และใส่หมวกกันน็อก

    ถึงแม้จะบอกว่าไม่เคยเอาการปั้นและการปั่นมาเชื่อมโยงกัน แต่เธอก็รู้สึกว่าวิธีคิดเกี่ยวกันในแง่ที่เป็นการฝึกวิธีรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว เพราะการขี่จักรยานทางไกล ระยะทางที่สะสมนั้นไกลขึ้นเรื่อยๆ จนมองจุดหมายเป็นอนันต์ ซึ่งไม่ต่างกับการทำงานเซรามิกสำหรับเธอเลย

    "จุดเหมือนที่เราสังเกตได้ชัดเจนที่สุดคือ ถ้าเรามัวแต่กังวลถึงเส้นชัย เราจะไปไม่ไหว เพราะถ้าระยะทาง 200 กิโลเมตร แล้วเราคิดว่า 200 กิโลเมตรมันไกลมากๆ เราจะปั่นไม่ไหว แต่ถ้าเราสนใจแค่ช่วงเวลานี้ก็จะไม่มีปัญหากับสิ่งนั้น ตัวอย่างที่เลวร้ายที่สุดคือการไต่เขา ซึ่งมันหนักหน่วงมาก ถ้าเราเหลือบมองว่ายอดเขาอยู่ไหน ไปไม่รอดแน่ แล้วถ้าเกิดคิดว่าเราจะผ่าน 1 เมตรข้างหน้าไปยังไง 1 เมตรต่อๆ ไปจะไปยังไง เราจะไปได้ ถึงเมื่อไรก็เมื่อนั้น แต่ถ้าเราอัดอย่างเต็มที่เพื่อที่จะให้มันถึงสักที หัวใจระเบิดตายซะก่อน ซึ่งเราว่ามันคล้ายกับการทำงานเซรามิกแบบนี้ คือเป้าหมายจริงๆ แล้วมันไกลมาก ถ้ามัวแต่กังวลว่าไปไม่ถึงแน่เลย อาจจะท้อใจไปก่อน แต่ถ้าเราเห็นว่าขณะนี้คืออะไร ความสามารถตอนนี้คืออะไร สิ่งที่รู้และสามารถทำได้ขณะนี้คืออะไร ก็ทำไปซะให้เต็มที่ แล้วมันคล้ายคลึงกันในแง่ของการทำสมาธิ

    "ขณะที่กำลังขี่จักรยานก็คิดได้ว่า อ๋อ จริงๆ มันเหมือนเวลาเราถูบ้าน" เธอหันมาถามเราว่า 'เคยถูบ้านไหม' เราตอบรับว่าเคย "พอวันนี้ถูเสร็จแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องถูใหม่ใช่ไหมคะ แล้วมะรืนนี้ก็ต้องถูอีกที จริงๆ แล้วมันคล้ายอย่างนั้น คือตอนนี้มีเป้านึง ไปถึงก็เสร็จ แต่ถามว่าต้องมีเป้าหมายต่อไปอีกไหม มันคล้ายวัฏจักรชีวิต เดี๋ยวต่อไปมันต้องมีอีก เรารู้สึกว่าการทำงานสร้างสรรค์ มันก็คล้ายๆ กันอย่างนั้น มันต้องทำให้ได้เหมือนเป็นชีวิตประจำวัน"

    ว่าแล้วเธอก็พูดถึงการเตรียมตัวลงปั่นรายการ Paris-Brest-Paris (PBP) ที่ประเทศฝรั่งเศสในเดือนสิงหาคมให้ฟังว่า นี่คือเส้นทางเก่าแก่และเต็มไปด้วยเรื่องราวในประวัติศาสตร์ และเป็นโอกาสที่จะได้ปั่นผ่านเส้นทางเดียวกับที่พระยาโกษาธิบดี (ปาน) เคยใช้ขณะเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศส แถมยังมีถนนชื่อสยามอยู่ที่นั่นด้วย นี่จึงเหมือนเส้นทางแสวงบุญของนักปั่นที่เธอตั้งใจว่าจะต้องทำสำเร็จให้ได้อีกเส้นทางหนึ่ง

    ก่อนหน้าที่เราจะคุยกับเธอนั้น เราเคยคิดว่าการปั้นเป็นการใช้กำลังของแขนและมือในการทำงาน ส่วนการปั่นจักรยานนั้นต้องอาศัยกำลังขา แต่เมื่อได้มาคุยกับคนที่ทั้งปั้นและปั่นอย่างเธอแล้วก็พบว่า วิธีการใช้ร่างกายของการปั้นเซรามิกและการปั่นจักรยานมีความใกล้เคียงกันมาก

    "พอเรามีทักษะอะไรบางอย่าง เราจะสามารถใช้แรงที่น้อยที่สุดเพื่อที่จะทำงานออกมาให้มีคุณภาพเท่ากันได้ อย่างเซรามิก เราจะใช้แรงโน้มถ่วงของโลก หรือช่วงเวลาที่เหมาะสมของดิน เช่น ความนิ่ม ความอ่อน แล้วเวลานวดดินแรง มันจะมาจากขา หรือว่าใช้ทั้งน้ำหนักของร่างกายเข้าช่วย ถ้าคนใช้กำลังจากแขน มันจะเหนื่อยมาก แล้วมือกับแขนไว้ใช้กับงานเบาๆ ซึ่งการปั่นจักรยานก็ส่งเสริมกันไปหมด เพราะมันทำให้เรารู้จักใช้แรงจากหลายๆ ส่วนของร่างกายได้ดีขึ้น แล้วสุขภาพก็ดีขึ้น มีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น รูปร่างก็ปราดเปรียว หัวใจก็ย่อมแข็งแรงขึ้น เพราะมันสูบฉีดจากการฝึกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วจักรยานทางไกลมันต้องการโซนที่ปั่นได้ทั้งวันทั้งคืน ไม่เหนื่อยจนเกินไป (โซน 2 Endurance) ซึ่งต้องอาศัยการฝึกให้มีความคุ้นเคย"

    แม้ว่าสิ่งที่ พิม สุทธิคำ สนใจและเลือกทำในชีวิตนั้นอาจจะดูต่างกันคนละขั้ว แต่เรากลับพบว่าทั้งเซรามิกและจักรยานนั้นส่งเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัว เมื่อนำการสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยการปั้นมาเรียนรู้ธรรมชาติของชีวิต โดยมีร่างกายที่แข็งแรงจากการปั่นจักรยานเป็นพาหนะสำหรับเดินทางไปสู่จุดหมายที่ยาวไกลในฐานะศิลปินแล้ว เราเองก็ต้องกลับมามองหาพาหนะที่เหมาะๆ สำหรับการพาตัวเองไปยังจุดหมายที่ตั้งใจไว้เหมือนกัน




สำหรับผู้อ่านที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของ พิม สุทธิคำ แล้วอยากเริ่มตั้งเป้าหมายเพื่อมุ่งไปสู่ชีวิตที่ดีในแบบของตัวเอง สามารถคลิกเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ชีวิตดีเริ่มที่เรา

ดุสิตา อิ่มอารมณ์

นักเขียน ผู้ใช้พื้นที่ในเวลาว่างไปกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ขี่จักรยาน อ่านการ์ตูน เล่นเลโก้ ฯลฯ โดยเชื่อเต็มหัวใจว่าเวลาที่หมดไปกับความรื่นเริงนี้สามารถเติมเต็มชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ