cat soup : แบรนด์เสื้อผ้าอุ่นๆ สำหรับคุณๆ ที่ชอบแมว

    คุณคิดว่ากิจกรรมของคู่รักที่คบกันมาได้ 3 เดือนจะมีอะไรบ้าง? ดูหนัง ฟังเพลง กินดื่ม เที่ยวญี่ปุ่น หรือแต่งงาน กิจกรรมเหล่านี้ธรรมดาไปสำหรับ มน-วรมน ตั้งกิตติคุณ กับ ทัต-ทัตศรัณย์ ปัญญจเร เขาพากันลาออกจากงานประจำมาขายเสื้อ!

    ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มนเป็นดีไซเนอร์สาวที่กำลังทำงานประจำให้บริษัทแห่งหนึ่ง ไม่รีรอที่จะทิ้งความมั่นคง เมื่อแฟนหนุ่มนิเทศศาสตร์ ซึ่งหันมาเรียนต่อโทด้านอินทีเรียร์ และกำลังทำงานออร์แกไนซ์ออกแบบบูทอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง เอ่ยปากชวนให้มาร่วมเสี่ยงไปด้วยกัน

    เรื่องราวการเติบโตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ตามเราไปสำรวจเบื้องหลังแบรนด์ Cat Soup ที่ทัตและมนตั้งใจเสิร์ฟเสื้อผ้าแบบแมวๆ ให้คนหลากวัยได้สวมใส่แบบสบายๆ ได้เลย!

ขั้นตอนการเตรียมแมว

    หนทางของการหนีตามกันไปขายเสื้อเริ่มต้นขึ้น หลังจากที่พวกเขาออกแบบเสื้อมาหนึ่งล็อต แล้วนำไปฝากขายที่ร้านของเพื่อนที่อยู่ใต้โรงหนังลิโด้ รวมไปถึงออกไปขายที่ทางเดินหน้าสยาม ซึ่งทั้งคู่ลงความเห็นตรงกันว่า 'นี่ไม่ใช่การขายเสื้อแบบที่เราอยากทำ' ด้วยสไตล์ของกลุ่มลูกค้าที่นิยมซื้อเสื้อยืดราคาไม่เกิน 200 บาท จึงเลิกขายในระยะเวลาเพียงสั้นๆ ประจวบเหมาะกับการมองเห็นช่องทางการขายที่คนอื่นมองข้าม และเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ทัตมั่นใจว่า 'เราไม่ขาดทุนแน่'

    "เราไปดูที่ใต้ลิโด้ ก็เจอห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งที่มีเสาขึ้นตรงกลาง เป็นห้องที่เขาไม่ได้ใช้ทำอะไร น่าจะไว้ใช้เก็บของ ผมเลยไปขอเขาเช่าห้องนั้น ซึ่งได้ในราคาที่ถูกมาก แล้วเราก็ขายได้เหมือนร้านใหญ่ๆ ทั่วไป เพราะฉะนั้น ทุนเราต่ำมาก ยังไงก็ไม่ขาดทุน มันจึงทำให้เรากล้าทำเสื้ออะไรออกมาก็ได้ ไม่ต้องทำเสื้อเอาใจตลาดมากนัก" ทัตเล่าถึงก้าวแรกของการทำแบรนด์

    สินค้าของพวกเขาเริ่มต้นด้วยเสื้อยืดพริ้นต์ลายกราฟิก ลายแอ็บสแตร็กต์ ทัตให้ความเห็นว่าเมื่อเราทำเสื้อแนวนี้แล้วก็ตั้งชื่อแบรนด์ให้่มันดูแปลกๆ งงๆ ไปเลย 'Does mondays have an aposthophe before the s?' คือชื่อร้านของพวกเขา งงและยาวสมใจชายหนุ่ม ซึ่งประโยคนี้มาจากชื่อของมนในคำว่า 'Monday' รวมกับชื่อของวงดนตรีแนวทดลองของทัตที่ชื่อ 'Aphostrophe dot dot dot'

    ทั้งคู่แบ่งพาร์ทการทำงานกันอย่างชัดเจน หน้าที่การออกแบบจะเป็นทางฝ่ายของดีไซเนอร์สาว ผู้คิดค้นเสื้อผ้าที่รวมความชอบของทั้งคู่ไว้ ภายใต้คอนเสปต์ 'Alternative T-Shirt' ส่วนทัตดูแลเรื่องการตลาด การวางแผนการขายที่เกิดขึ้นตามวิธีคิดที่เป็นลำดัับขั้นตอนของนักออร์แกไนซ์ล้วนๆ เช่น ถ้าปีนี้เขาต้องการขยายสาขามาเปิดร้านอีกที่หนึ่ง เขาจะแยกย่อยออกมาเป็นรายเดือน จากรายเดือนแยกย่อยออกมาเป็นรายสวันว่าต้องทำอะไรบ้าง ถึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ

    แน่นอนว่า ทัตและมนทำได้สำเร็จ จากร้านเล็กๆ ที่เดิมทีเป็นห้องเก็บของใต้โรงหนังลิโด้ย่านสยามสแควร์ เขาใช้เวลาเพียงหนึ่งปีในการขยายสาขามาเปิดที่เอเชียทีค ก่อนจะเปิดสาขาที่ 3 ที่สวนจตุจักร เมื่อแบรนด์เติบโตขึ้น มีคนรู้จักมากขึ้น ทั้งคู่ก็ค้นพบความจริงบางอย่าง

    "คนจำชื่อร้านเราไม่ได้" มนเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ "บางคนเขาก็เรียก ไอ้ร้านที่ชื่อยาวๆ นั่นน่ะ ลูกค้าชาวฮ่องกงที่ชอบร้านเรามาก เขาก็จะเรียกว่า ร้านที่เอเชียทีค หรือลูกค้าที่จตุจักรก็จะไม่จำชื่อร้าน เขาจะจำเรากับทัตได้ แม้แต่คำว่า Does Monday เขายังจำไม่ได้เลย"

    ก้าวใหม่ของคู่รักที่ทำในสิ่งที่รักขึ้นเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ภายใต้ชื่อใหม่ว่า 'cat soup'

ซุปแมวร้อนๆ พร้อมเสิร์ฟ!


    "มันเหมือนอาการที่เรารักแมวมาก จนเอาแมวไปทำอาหาร" ทัตเอ่ยถึงคอนเสปต์ของ 'cat soup' ชื่อแบรนด์ที่ตั้งขึ้นมาใหม่
"แบรนด์ของเรามันเรียบไง แต่มีลูกเล่น มีความน่ารัก มีความบ้า มีความเพี้ยนในตัวเอง" เขาอธิบายให้เห็นภาพมากขึ้น "เสื้อของเราเป็นลายแมวซึ่งจะมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูรวมๆ แล้วมันน่ารัก แต่จะแอบเพี้ยนอะไรบางอย่าง แล้วถ้ามีคนอื่นก็อป แต่ก็อปแบบไม่เก็บรายละเอียด มันก็จะไม่เหมือนเพราะเขาไม่รู้แนวคิดว่าลายนี้มาจากอะไร สุดท้ายเขาก็จะทำออกมาเป็นเสื้อที่เรียบธรรมดา หรือไม่ก็เป็นลายเสื้อที่มีความเยอะมากเกินไป"

    "เรามักจินตนาการว่า ถ้าแมวอยู่ในอิริยาบถต่างๆ จะเป็นยังไง แล้วก็วาดออกมา แต่ก่อนเราชอบรูปลักษณ์ของแมว แต่จะไม่มีความรู้เรื่องอารมณ์หรือพฤติกรรมของแมว พอได้ลองเลี้ยงเอง ก็จะเริ่มรู้ว่าถ้าทำหูทำหางแบบนี้คืออารมณ์ดี แบบนี้คือหงุดหงิด หรืออย่างงานล่าสุด เราลองออกแบบให้ลายบนเสื้อมีความนุ่มเหมือนขนแมวดู มันก็เป็นอะไรที่น่ารักดี" มนเล่าถึงงานออกแบบที่ได้เนียร์ สมาชิกตัวใหม่มาช่วยเติมเต็มให้งานสมบูรณ์แบบมากขึ้น

    เสื้อผ้าของ cat soup มักมีสีพื้นที่คงความน้อยออกมาได้อย่างมีลูกเล่นเฉพาะตัว ชนิดที่ว่า ไม่ว่าคุณจะจับเสื้อ กางเกง กระโปรง หรือกระเป๋ารุ่นไหนนมาแมตช์กัน ก็สามารถสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้อย่างสบายๆ เหมาะกับคนที่ชอบความคล่องตัว การดีไซน์และการตัดเย็บเป็นสิ่งที่ cat soup ให้ความสำคัญ อย่างเดรสผ้าลินินรุ่น Polish Linen Collar Dress ก็ผลิตจากผ้าลินิน 100% คอบัว ซิปหลัง ผ่านการตัดเย็บอย่างพิถีพิถันและไม่ลืมที่จะใส่ลูกเล่นเพิ่มความละมุนขึ้นด้วยกระเป๋าด้านข้างและจีบรอบตัว

    "เราอยากทำเสื้อผ้าที่ใครใส่ก็ได้ เราไม่ฝืนตัวเองว่าต้องตามแฟชั่น ตามกระแสเพื่อให้ได้ยอดเงิน เราทำสิ่งที่อยากทำ ทำแล้วมีความสุข มันจึงออกมาดีด้วยตัวของมันเอง แล้วงานของเราก็จะสื่อถึงคนที่มีความชอบ รสนิยมเดียวกับเรา แล้วเราจะได้ลูกค้าที่อยู่กับเรา ไม่ใช่คนที่ผ่านมาแล้วผ่านไป เพราะเขามองว่ายี่ห้อนี้ตอบโจทย์เรานะ บางคนซื้อตั้งแต่สมัยเรียนจนทำงานแล้ว เหมือนเราโตไปด้วยกัน" มนเล่าถึงเคล็ดลับที่ทำให้แบรนด์ cat soup เติบโตมาจนถึงวันนี้

    "บางคนมองว่าเสื้อผ้าเราราคาสูง ถ้าเทียบกับในตลาด อย่างเราเปิดร้านที่จตุจักร เราก็จะการเปลี่ยนแปลงของร้านรอบๆ บางร้านเลือกที่จะขายถูกมากๆ เพื่อให้ได้ยอด จริงๆ มันเป็นวิธีที่ดีนะครับ แต่ส่วนตัวผมให้ค่างานออกแบบของมนและวัตถุดิบในการผลิต ราคาเท่านี้จึงโอเคแล้ว แต่ถ้ามีใครขายถูกกว่าแล้วคุณภาพเท่ากัน มันก็ดีครับ อยู่ที่การจัดการของแต่ละร้านมากกว่า" ทัตเสริม

    นอกจากแบรนด์ cat soup แล้ว ทัตและมนยังทำแบรนด์กระเป๋าเล็กๆ ที่ชื่อว่า 'cat soup petits souvenirs' เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้แฟนๆ ได้เลือกซื้อ เพื่อนำไปใช้และเป็นของฝากให้กับคนอื่นด้วย

เครื่องปรุงที่ช่วยเพิ่มความกลมกล่อม

    อีกหนึ่งสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญและมีผลต่อการขาย การรับรู้ของแบรนด์ที่เปิดพื้นที่หน้าร้านให้คนได้มาหยิบจับสินค้า คือ ปฏิกิริยาที่คนขายมีต่อลูกค้า เมื่อแบรนด์เติบโตขึ้น จากเดิมที่พวกเขาดูแลทุกขั้นตอนภายในแบรนด์และร้านค้าเพียง 2 คน จึงจำเป็นต้องมีผู้ช่วย แต่ใครจะมาเข้าใจคอนเสปต์ของเสื้อแต่ละตัว กระเป๋าแต่ละใบ ใส่ใจพิถีพิถันในการจัดร้าน พูดคุยกับลูกค้าได้ดีเท่าหัวอกคนทำซุปแมวกันล่ะ

    "มันก็เลือกยากแหล่ะ แต่หลักๆ แล้วจะเลือกจากคนที่มีแพสชันกับการขายของสไตล์นี้ อย่างสาขาสยาม ตอนเขามาสมัครที่ตลกมาก เราโพสต์รับสมัครงานในเว็บไซต์และโพสต์รูปร้านไปด้วย เขาเป็นคนมาบอกเองว่า ลุคผมอาจจะไม่เข้ากับร้าน แต่ผมอยากทำงานร้านแนวนี้และพอมีประสบการณ์การขายอยู่บ้าง" ทัตเล่าถึงพนักงานคนที่เขาคงจะชอบใจอยู่ไม่น้อย

    มนเล่าถึงวิธีการขายของสไตล์ cat soup ว่า พนักงานต้องมีความอ่อนโยนและสุภาพ เมื่อลูกค้าเข้ามาก็แค่ทักทายคำหนึ่ง แล้วก็ปล่อยเขาไป ไม่ต้องไปเพ่ง แต่ก็คอยดูว่าเขาจะถามอะไรเราไหม รอให้ลูกค้าต้องการเราก่อนก็ค่อยไปสนอง เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกซื้อของอย่างสบายใจ และรู้สึกเป็นกันเอง

    เนื่องจากกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ปัจจุบันทัตและมนจึงปรับเปลี่ยนแผนการขาย เหลือหน้าร้านเพียงแค่ที่สวนจตุจักร และหันมาขายสินค้าในเว็บออนไลน์และฝากร้านตามที่ต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร รวมถึงในต่างประเทศอย่างฮ่องกงและไต้หวัน

    "เราเริ่มขายออนไลน์ตั้งแต่ปี 2018 ทำให้มีลูกค้าทั้งคนไทยและต่างประเทศรู้จักเรามากขึ้น พอเรามีโอกาสไปออกบูทที่ฮ่องกงเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ได้เจอแฟนๆ หลายคนที่มาหา บางคนก็เอาของขวัญมาให้ แล้วมีคนติดต่อว่าอยากเอาเสื้อเราไปขาย ก็เลยมีโอกาสได้ฝากขายที่ฮ่องกง นอกจากนี้ก็มีคนไต้หวันมาขอซื้อไปขายบ้าง"

    ในอนาคต พวกเขายังมีแพลนที่จะขยายฐานแฟนๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ และมีโปรเจกต์จะทำเสื้อผ้าเข้าชุดแบบ Unisex ที่ยังคงคอนเสปต์ใส่สบาย ให้สาวก cat soup ทุกเพศทุกวัยได้เตรียมใส่นุ่มๆ อีกด้วย

    จากวันแรกที่ทัตและมนหนีตามกันมาทำแบรนด์เสื้อผ้า เริ่มจากร้านออฟไลน์เล็กๆ ขยับขยายมาสู่โลกออนไลน์ที่ช่วยเพิ่มฐานแฟนๆ ให้มากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่ายและใส่สบาย ถูกใจแฟนๆ ที่มีความชอบเหมือนกับพวกเขา ส่งผลให้ cat soup เติบโตอย่างมั่นคงจนยืนระยะมานานกว่า 10 ปี และมีท่าทีว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

    ไม่ว่าในอนาคต ทัตและมนจะพาแบรนด์นี้เติบโตขึ้นไปอย่างไร แต่ cat soup ก็ยังคงพร้อมเสิร์ฟเสื้อผ้านุ่มๆ ให้คุณใส่เช่นเดิม!

นิษณาต นิลทองคำ

กองบรรณาธิการที่กำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ชอบคุยกับผู้คน ท้องฟ้า และเสียงดนตรี เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง ที่บางทีก็ปล่อยให้เพลงฟังเรา

วรรณวนัช บูรพาเดชะ

บรรณาธิการผู้คัดสรรชิ้นงานเข้าสู่ happening shop, เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก 'ญี่ปุ่นอุ่นอุ่น', นักเขียน ช่างภาพโฟโต้บุ๊ก 'Nagasaki Light' และไกด์บุ๊ก 'Kagawa Memories' นอกจากภาพถ่ายและงานเขียน สิ่งที่เธอสนใจเป็นพิเศษคือการนั่งสมาธิและการโปรยมุขไม่ขำ