THE AGE OF TEEN'S MOVIES: 20 หนังวัยรุ่นไทย ที่สะท้อนยุคสมัยของคนหนุ่มสาว

    วัยรุ่นเป็นช่วงชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยสีสันและสร้างความทรงจำให้นึกถึงอยู่เสมอ ดังนั้นเรื่องราวของคนหนุ่มสาวจึงถูกนำมาสร้างสรรค์ไว้ในรูปแบบภาพยนตร์ให้ผู้คนได้ยิ้ม หัวเราะ และร้องไห้ไปกับหนังวัยรุ่น ไม่เว้นแม้แต่วงการภาพยนตร์ไทยที่ถ่ายทอดมิตรภาพ ความรัก ความฝัน การค้นหาตัวตน ความขัดแย้งทั้งภายในตัวเองและสังคม ของเหล่าตัวละครไว้ในทุกยุคทุกสมัย
    เราจึงพาไปสำรวจช่วงเวลาของคนหนุ่มสาวที่ถูกบันทึกไว้ในหนังไทย 20 เรื่องในรอบกว่ากึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนว่าวัยรุ่นไทยแต่ละยุคสมัยเคยพบพานและฝากสิ่งใดไว้บนโลกใบนี้บ้าง

2499 อันธพาลครองเมือง (2540)
    ดัดแปลงจาก 'เส้นทางมาเฟีย' โดย สุริยัน ศักดิ์ไธสง หรือฉายา 'เปี๊ยก วิสุทธิกษัตริย์' ในนิยายกึ่งอัตชีวประวัติของแก๊งนักเลงวัยรุ่นยุคกึ่งพุทธกาล และคนพวกนี้ก็คือลิ่วล้อผู้รับใช้ 'ขาใหญ่' ในธุรกิจผิดกฎหมาย เป็นหนังสือขายดีพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง และเมื่อ นนทรีย์ นิมิบุตร ดัดแปลงออกมาเป็นหนัง ภายใต้การสร้างของ ไท เอนเตอร์เทนเมนต์ ก็ประสบความสำเร็จล้นหลาม สร้างชื่อผู้กำกับหน้าใหม่ รวมทั้งนักแสดงนำอย่าง เจษฎาภรณ์ ผลดี ในบทนำ-แดง ไบเล่ย์ รวมทั้งเพื่อนร่วมแก๊งทุกคน
    ภายใต้โปรดักชันพิถีพิถัน พาผู้ชมย้อนเวลาสู่ยุค 'โก๋หลังวัง' ที่ เอลวิส เพรสลีย์ เป็นซาวด์ซึ่งวัยรุ่นพระนครกำลังหลงใหล และมีดาราฮอลลีวู้ดอย่าง เจมส์ ดีน เป็นไอดอล ส่วนเนื้อหาที่ถูกกล่าวหาว่าบิดเบือนจากความจริง แต่มันก็คือความความบันเทิงชั้นดีมาตั้งแต่ในรูปอักษร ถูกเรียบเรียงเป็นหนังดรามา-แอ็กชัน ได้อย่างน่าดู ด้วยความแตกต่างจากตลาดหนังไทย ทำเงินไปถึง 75 ล้านบาท มากสุดเท่าที่หนังไทยเคยทำได้ในขณะนั้น

โทน (2513)
    ผลงานกำกับเรื่องแรกของช่างเขียนใบปิดเจ้าของลายเซ็น เปี๊ยก โปสเตอร์ รวมทั้งผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสาร ดาราภาพ หรือ สตารพิกส์ และหนังไทยระบบ 35 มม. เรื่องนี้ ก็สร้างโดยทีมผู้ผลิตนิตยสารเล่มนั้นเช่นกัน มากับความแปลกใหม่ตั้งแต่เปิดเรื่อง ด้วยการให้สมาชิกวง ดิ อิมพอสซิเบิลส์ มาร้องเพลง 'ปิดเทอม' ยืนยันว่าหนังไทยเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อผู้ชมวัยทีนโดยแท้ 
    ผู้กำกับนำ ไชยา สุริยัน พระเอก 3 ตุ๊กตาทอง มารับบทเป็นหนุ่มมหา'ลัยคนซื่อ เลือก สังข์ทอง สีใส มาเป็นเพื่อนพระเอก เพื่อสร้างทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตา พร้อมฝากเพลงชื่อเดียวกันกับชื่อเรื่อง ให้เป็นเพลงคลาสสิกในปัจจุบัน แต่ที่สร้างความฮือฮา คือซีนที่นางเอกหรือ อรัญญา นามวงศ์ ถูกคนโฉดหรือ สอาด เปี่ยมพงษ์สานต์ ข่มขืนจนสำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหนังไทย 
    ด้วยความสดใหม่ เจาะตลาดไปยังผู้ชมคนหนุ่มสาว ในปีนั้น 'โทน' จึงทำเงินเป็นรองแค่ 'มนต์รักลูกทุ่ง'

14 ตุลาฯ สงครามประชาชน (2544)
    เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 คือครั้งแรกที่กองทัพเข่นฆ่าประชาชนด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่ในเรื่องนี้ ซึ่งกำกับโดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ไม่ได้เน้นไปยังเหตุการณ์นั้น แต่เป็นอัตชีวประวัติของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล หนึ่งในผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์วิปโยค กับชีวิตช่วงก่อนและหลัง 6 ตุลาฯ 2519 ที่เขาต้องหนีเข้าป่าไปพร้อมกับคนรัก หรือ จิระนันท์ พิตรปรีชา 
    ผู้ชมจึงได้รับรู้เรื่องราวของ เสกสรรค์ กับความเป็นไปของผู้คนรอบตัว ซึ่งมีความไม่เป็นธรรม ศักดินา อำนาจมืด ไม่ว่าจะหนีไปจับปืนร่วมกับพวกคอมมิวนิสต์ในป่า หรือสู้ด้วยมือเปล่าอยู่ในเมือง สุดท้ายเขากับคนรักก็ตัดสินใจกลับบ้าน
    ชื่อเรื่องเป็นความคิดของผู้สร้าง เพื่อหวังผลในการโปรโมท เลยทำให้ผู้ชมที่ต้องการรับรู้เรื่องราวตามชื่อหนังรู้สึกผิดหวัง เพราะถ้าใช้ชื่อ 'สหายไท' หรือ 'คนล่าจันทร์' ตามชื่อเดิม ในฐานะหนังที่ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวของหนุ่มสาวยุคหนึ่ง ซึ่งเคยถูกบีบบังคับให้เร่ร่อนกันไป น่าจะทำให้มันถูกจดจำมากกว่าที่เป็น 

เวลาในขวดแก้ว (2534)
    'ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นการเก็บเวลาช่วงหนึ่งของ นัต หนิง ป้อม จ๋อม ชัย เอก ในช่วงก่อนและหลังเดือนตุลาคม 2519 ที่ทุกคนเดินผ่านหนทางอันขรุขระคดเคี้ยวไปสู่จุดที่แต่ละคน จะต้องเลือกชีวิตของตนเอง และคงยากที่ใครจะตัดสินใจได้ว่า เขาเหล่านั้นถูกหรือผิด' คือข้อความและเสียงบรรยายเปิดเรื่องนี้ แต่มากกว่านั้น สำหรับสิ่งที่ 'เวลาในขวดแก้ว' เป็นมาตั้งแต่ในฉบับนิยายขายดีของ ประภัสสร เสวิกุล คือการเล่าถึงวันวานกับวันวัยที่ต้องเจออะไรต่อมิอะไรอย่างคำประกาศในตอนต้น 
    กำกับโดย ประยูร วงศ์ชื่น ซึ่งส่วนใหญ่จะทำแต่หนังตลกและตลาด เรื่องนี้จึงต่างจากเรื่องอื่นของผู้กำกับ แต่การดัดแปลงจากตัวหนังสือ มาเป็นหนังยังไม่เนียนนัก ดูได้จาก 'อ้วน' หรือ 'นัต' ที่เลือก นฤเบศร์ จินปิ่นเพชร ซึ่งเกินจินตภาพของผู้อ่านไปไกล แต่สำหรับคำชมโดยรวมกับรายได้ ถือว่าประสบความสำเร็จ เป็นหนังเยี่ยมรางวัลสุพรรณหงส์ ส่วน ปารีณา ชารีฟสกุล กับ มยุรา ธนะบุตร ได้รางวัลนักแสดงนำและสมทบหญิงจากชมรมวิจารณ์บันเทิงตามลำดับ 

วัยอลวน (2519)
    เรื่องราวของเด็กหนุ่มจากต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองกรุง และได้รู้จักกับลูกสาวเจ้าของบ้านเช่า ความสนิทสนมเกิดขึ้นเมื่อเขาต้องช่วยติวหนังสือให้เธอ โดยมีพ่อของฝ่ายหญิงมองตาเขียว เพราะเขากับไอ้หนุ่มเป็นไม้เบื่อไม้เมา เคยถึงขนาดฝ่ายหลังประกาศก้องต่อหน้าทุกคน ว่าจะแต่งกับลูกสาวของฝ่ายแรกให้ได้ และเมื่อเรียนจบเป็นบัณฑิตและทนาย เขาก็ทำได้ตามคำพูด 
    เป็นหนังสุดแสนจะธรรมดา เพียงนำเสนอชีวิตหนุ่มสาว กับวิถีชาวบ้านในสังคมที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในยุคนั้น แต่ เปี๊ยก โปสเตอร์ ก็ทำให้มันเป็นปรากฎการณ์ ไพโรจน์ สังวริบุตร กับ ลลนา สุลาวัลย์ หรือ 'ตั้ม' กับ 'โอ๋' โด่งดังจนเป็นชื่อตัวละครติดปากผู้คน พอกันกับเพลงโฟล์กหลายเพลงในเรื่อง ผู้กำกับทำภาคต่อตามมาอีก คือ 'รักอุตลุด (2520)' และ 'ชื่นชุลมุน (2521)' ส่วน 'วัยอลวน 4: ตั้ม-โอ๋ รีเทิร์น (2548)' สร้างโดยจีทีเอช และ 'วัยอลวนฮ่า! (2564)' กำกับโดย 'ลุงตั้ม' เองเลยทีเดียว

วัยระเริง (2527)
    ช่วงกลางทศวรรษที่ 2520 ความบันเทิงเพื่อวัยรุ่นเริ่มก่อเป็นตลาดใหญ่ ส่วนประกอบสำคัญในธุรกิจนี้ ต้องยกให้กับการกำเนิดบริษัทอย่างแกรมมี่เมื่อปลายปี 2526 โดยมี เรวัต พุทธินันทน์ กับสมาชิกวงบัตเตอร์ฟลาย เป็นกลุ่มคนสำคัญผลักดันให้เคลื่อนไปด้วยงานเพลงของพวกเขา และหนัง 'วัยระเริง' คือหนึ่งในหลักฐานนั้น เพราะทำโดยผู้กำกับที่ให้ความสำคัญกับเพลงประกอบ มาตั้งแต่เริ่มทำหนังเมื่อปี 2513 ส่วนในเรื่องนี้ เปี๊ยก โปสเตอร์ ใช้เพลงร็อกไทยใส่ไปในหนังของเขา 
    หนังเล่าเรื่องของวงดนตรีสไตล์ร็อกกลุ่มหนึ่ง โดยมีเด็กหนุ่มมือกลอง (อำพล ลำพูน ในผลงานเรื่องแรก) เป็นตัวแทนของวัยรุ่นที่ไม่สามารถเลือกชีวิตได้ตามต้องการ คือการเล่นดนตรี กับคุณครูภาษาไทย หรือ สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต แกพยายามให้การเรียการสอนสนุกถูกใจวัยรุ่น คุณครูจึงคิดใช้เสียงเพลงตามสมัยนิยมที่ลูกศิษย์ชื่นชอบมาดัดแปลง แล้วไปชวนเด็กหนุ่มกับวงของเขามาสร้างการศึกษาแบบใหม่ผ่านเสียงเพลงร็อก

น้ำพุ (2527)
    'พรุ่งนี้ก็สายเกินไป' เมื่อปี 2522 กำกับโดย รุจน์ รณภพ อาจเป็นหนังไทยเรื่องแรกๆ ที่กล่าวถึงปัญหายาเสพติดในวัยรุ่น และผู้กำกับคนเดียวกัน ยังเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่เคยติดต่อขอลิขสิทธิ์ 'เรื่องของน้ำพุ' จาก สุวรรณี สุคนธา มาดัดแปลงแต่เจ้าของเรื่องเลือก ยุทธนา มุกดาสนิท ที่เห็นฝีมือมาตั้งแต่สมัยยังทำละครเวที ให้เป็นผู้นำเรื่องราวลูกชายคนเดียวของเธอมาสร้าง และยังมอบ 'พระจันทร์สีน้ำเงิน' บทประพันธ์อีกเรื่องให้ไปใช้ประกอบการเขียนบทด้วย
    เมื่อหนังออกฉาย ส่งให้ อำพล ลำพูน กลายเป็นไอดอลวัยรุ่นผู้มีภาพ 'แบดบอย' หรือเด็กมีปัญหาติดตัวมาตั้งแต่นั้น ทำเงินในระดับสูงสุดตลอดกาล ล้มแชมป์เก่าอย่าง 'แผลเก่า (2520)' ลงได้ แม้จะเป็นหนังที่ออกจะซีเรียสและเรียลลิสติก โดยผู้กำกับใช้วิธีบันทึกเสียงแบบซาวด์ออนฟิล์ม ซึ่งยุคนั้นยังไม่ค่อยมีใครทำ แต่ก็ให้ผลคุ้มค่า เพราะผู้กำกับต้องการนำเสนอในแบบกึ่งสารคดี รวมทั้งขั้นตอนการรีเสิร์ช ถึงขนาดลองฉีดผง ผู้กำกับก็ยังทำ เพื่อให้การถ่ายทอดออกมาสมจริงมากที่สุด

ผีเสื้อและดอกไม้ (2528)
    ภายหลังนำหนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับเด็กมัธยมต้นอย่าง 'เรื่องของน้ำพุ' มาสร้าง จนประสบความสำเร็จ ผู้กำกับ ยุทธนา มุกดาสนิท เลือก 'ผีเสื้อและดอกไม้' ของ นิพพานฯ วรรณกรรมเยาวชนชื่อดังอีกเรื่อง มาสร้างเป็นผลงานเรื่องต่อมา เล่าถึง 'ฮูยัน' (สุริยา เยาวสังข์) เด็กชายแถบชายแดนใต้ผู้มีฐานะยากจน พ่อของเขามีอาชีพรับจ้างขายแรงงาน และมีลูกต้องเลี้ยงดูถึง 3 คน เมื่อเรียนจบแค่ชั้นประถม ฮูยันจึงไม่ได้เรียนต่อ และเมื่อพ่อมาล้มเจ็บเป็นอัมพาต ฮูยันก็กลายเป็นเสาหลักของครอบครัว ก่อนโชคชะตาจะพาไปสู่หนทางใหม่ ซึ่งทั้งสวยงามและหม่นมืด เพียงแต่เด็กชายต้องเลือกเท่านั้น 
    แม้จะสร้างมาจากวรรณกรรมเยาวชนเหมือนกัน แถมยังลงทุนมากขึ้น แต่ด้วยเป็นเรื่องราวชาวมุสลิมชายแดนใต้ ทำให้หนังมีหน้าตาไม่ดึงดูดตลาดวงกว้างเท่ากับผลงานก่อนหน้าของผู้กำกับ จึงได้รับแต่คำชม สวนทางกับรายได้ที่ต่างกันลิบ อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 เรื่องล้วนอยู่ในลิสต์ มรดกภาพยนตร์แห่งชาติ ของหอภาพยนตร์ฯ ด้วยกันทั้งคู่

ปลื้ม (2529)
    ปี๊ด หรือ ธนิตย์ จิตนุกูล ผู้กำกับร่วมของ 'ซึมน้อยหน่อยกะล่อนมากหน่อย (2528)' เคยบอกว่าหนัง 2 เรื่องแรกของเขากับเพื่อนอย่าง อังเคิ่ล หรือ อดิเรก วัฎลีลา ได้ไอเดียมาไม่น้อยจากหนังตลกฮ่องกงของผู้สร้างอย่าง ซีเนมาซิตี้ และมันก็ได้ผลดีสำหรับผู้ชมหนังไทย แจ้งเกิดสองผู้กำกับหน้าใหม่ รวมถึง ไท เอนเตอร์เทนเมนต์ ของ วิสูตร พูลวรลักษณ์ ซึ่งต่อมาได้พัฒนาหนังไทยไปหลายก้าว โดยเริ่มตั้งแต่ก้าวที่ 2 และก็ประสบความสำเร็จยิ่งกว่าเดิม ทั้งความบันเทิงและรายได้ 
    ปื๊ดกับอังเคิ่ล ยังนำตัวละครจาก 'ซึมฯ' กลับมาครบ พร้อมเพิ่มความฮามากขึ้นไปอีก โดยใช้วิธีแบบหนังตลกซีเนมาซิตี้ คือมีเส้นเรื่องบางเบา โดยระหว่างนั้นใส่ใจการเรียงมุข ประเภท 'อำ' กันในหมู่เพื่อน ซึ่งในเรื่องนี้ก็เสนอภาพของกลุ่มเพื่อนที่มาอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับชีวิตอิสระและสนุก ตามแบบวัยรุ่นในยุคนั้นฝันอยากจะเป็น ซึ่งเป็นผู้ชมกลุ่มใหญ่ของหนังไทย มันจึงกลายเป็นหัวหอกหนังตลกวัยรุ่นให้มีสร้างตามกันมาอีกหลายปี

กว่าจะรู้เดียงสา (2530)

    จากบทประพันธ์ของ โบตั๋น ถูกนำมาดัดแปลงเป็นหนังโดย ชนะ คราประยูร ผู้กำกับที่มักทำแต่หนังดรามา 'วัยตกกระ (2521)' ซึ่งนำเรื่องราวของหญิงชรามาเล่าอย่างจริงจังแบบไม่เคยมีใครทำ คือตัวอย่าง และเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน 
    หนังเล่าถึงเด็กหญิงลูกคนมีฐานะระดับดาวโรงเรียนในภาคเหนือ ด้วยความอยากรู้และอยากลองตามวัย ทำให้เธอตกหลุมรักกับหนุ่มเท่นักเตะทีมโรงเรียน แต่มันกลับทำให้เด็กหญิงเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา ด้วยความเขลาเพราะเยาว์นัก ทั้งคู่เลยพากันหนีเข้ามาในกทม.กับภาพฝันถึงวิมาน ซึ่งผิดกับความจริงที่ต้องเจอ ก่อนจะจบลงด้วยโศกนาฎกรรม
    หนังสะท้อนปัญหาตั้งครรภ์ในวัยรุ่นได้แบบจะแจ้ง ด้วยการแสดงระดับดีงาม โดยเฉพาะ มาช่า หรือ พิม วัฒนพานิช ในขณะนั้น จัดเป็นผลงานสร้างชื่อ เพราะหลังจากฉบับนี้อีกปีเดียวก็ถูกนำไปดัดแปลงเป็นละครทีวีทางช่อง 7 และมาช่าก็ยังคงกลับมารับบทเดิมอีกครั้ง 
 
กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ (2534)
    หนังวัยรุ่นที่เริ่มต้นแบบหนังตลกจนแทบไร้สาระ ด้วยพฤติกรรมของเด็ก ม.6 กลุ่ม 'หินกลิ้ง' ไม่ว่าจะเป็นการอำชาวบ้าน หรืออำกันเอง ดูหนังโป๊ และฝันเฟื่อง แต่เมื่อระลึกได้ว่าวันวัยเด็กมัธยมกำลังใกล้จะหมดลง กับบทเรียนที่บอกให้รู้ถึงชีวิตที่แสนสั้นและไม่มีความแน่นอน พวกเขาก็เริ่มคิดถึงวันพรุ่งนี้ จนต้องเริ่มต้นกับอะไรสักอย่างเพื่ออนาคตที่ใกล้เข้ามา    
    ผลงานกำกับเรื่องที่ 2 ของ สมจริง ศรีสุภาพ หรือ คิง ทำสถิติหนังทำเงินสูงสุดของบ้านเราในตอนนั้น บทหนังโดย ชนินทร ประเสริฐประศาสน์ ผสมผสานหนังตลกกับดรามาอย่างกลมกล่อม ผู้ชมแทบทุกคนที่เคยผ่านช่วงเวลาเดียวกับตัวละคร ต่างสามารถสัมผัสได้ ทั้งในส่วนของความฮาหรือความประทับใจ  
    ภายหลังเรื่องนี้ ผู้สร้าง อย่างไท เอนเตอร์เทนเมนต์ ขึ้นเป็นผู้นำตลาดอีกครั้ง มีหนังไทยแนวที่เรียกกันต่อมาว่า 'กระโปรงบานขาสั้น' สร้างตามมาอีกหลายเรื่อง แต่ส่วนใหญ่ยังห่างไกลจากระดับที่ 'กลิ้งฯ' เคยทำได้

รองต๊ะแล่บแปล๊บ (2535)
    ในยุคค่ายเพลงยังมีอิทธิพลในธุรกิจบันเทิงรวมถึงการแข่งขัน ค่ายอาร์เอส โปรโมชัน เริ่มรุกมาที่ตลาดหนังจอเงินก่อนคู่แข่งอย่างแกรมมี ด้วยการใช้ผลงานเพลงของ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง ซุป'ตาร์ของอาร์เอส ซึ่งมีจุดขายคือลีลาแดนซ์ ตามกระแสฮิป-ฮ็อปที่เริ่มฮิตในหมู่วัยรุ่นบ้านเรา เป็นศิลปินนำร่อง เพราะนอกจากเอ็มวีจะถ่ายด้วยฟิล์มแล้ว อาร์เอสยังให้ทัช เป็นนักแสดงนำในหนังเรื่องแรกของค่ายอีกด้วย
    เรื่องราวออกแนววัยรุ่นบวกแฟนตาซี เพราะเป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้เคยนำเสนอเอฟเฟ็กต์แปลกๆ ไว้ในเอ็มวีของอาร์เอสมาแล้ว นอกจากนักร้องดังเป็นจุดแข็ง เทคนิคพิเศษ โดยเฉพาะ 'รองเท้าวิเศษ' ในเรื่องจึงเป็นจุดขายด้วยเหมือนกัน แม้นักวิจารณ์จะส่ายหน้า เพราะตอบสนองความบันเทิงวัยรุ่นกันเต็มที่ แต่ก็เป็นหนึ่งในความทรงจำของทีนไทยยุคนั้นมาจนถึงวันนี้ รวมทั้งเป็นหนังทำเงินมหาศาลในปีนั้น จนอาร์เอสตัดสินใจเปิด อาร์เอสฟิล์ม ในเวลาต่อมา

เสียดาย (2537)
    ด้วยผลของการรีเสิร์ชปัญหาโรคเอดส์เพื่อมาทำบทหนัง ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล กลับได้หนังอีกเรื่อง ซึ่งยังคงเป็นแนวสะท้อนสังคมเหมือนผลงานที่ผ่านมา และในเรื่องนี้ก็ส่องเข้าไปยังเหล่าวัยรุ่นตามเธคในยุคนั้น จนกลายเป็นหนังวัยรุ่นที่จัดว่า 'แรง' ตั้งแต่ใบปิด ด้วยการนำเสนอภาพเด็กหญิงในชุดนักเรียนกำลังปักเข็มลงแขน 
    หนังเล่าเรื่องของเด็กหญิงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งต่างมีปัญหาครอบครัวแตกต่างกันไป บ้างก็ยากจน บ้างก็ถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยคนในครอบครัว และทั้งหมดก็มารวมตัวกันเพื่อหนีความเลวร้ายด้วยยาเสพติดกับเที่ยวเตร่ไปวันๆ ก่อนจะจบลงแบบไม่สวยนักตามชื่อเรื่อง
    ในวันที่ออกฉาย หนังเรื่องนี้คือผลงานที่ทำเงินให้ท่านมุ้ยมากที่สุดตั้งแต่ทำหนังมา คือกวาดไปกว่า 50 ล้านบาท จนต้องมีภาค 2 ซึ่งเล่าถึงปัญหาโรคเอดส์ตามที่ผู้กำกับตั้งใจแต่แรก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเทียบได้กับเรื่องนี้เลย

โลกทั้งใบให้นายคนเดียว (2538)
    หนังไทยเรื่องเด่นของวัยรุ่นยุค '90 เจ้าของสถิติหนังทำเงินสูงสุดของบ้านเราในวันที่มันออกฉาย เป็นทั้งผลงานกำกับเรื่องแรก ของ ราเชนทร์ ลิ้มตระกูล และเป็นหนังเปิดศักราช อาร์เอสฟิล์ม แบบสมฐานะค่ายเพลงใหญ่
    บทหนังเล่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่หลงรักสาวคนเดียวกัน โดยมีแรงบีบคั้นจากปัญหาครอบครัว ทำให้พี่ชายต้องเข้าไปเกี่ยวกับอาชญากรรม แต่หลายอย่างทำให้นึกถึง 'ดีแตก' ของ อังเคิ่ล โปรดิวเซอร์เรื่องนี้ รวมถึงคาแรกเตอร์ของ สมชาย เข็มกลัด ก็ทำให้ระลึกถึงพระเอกหนังฮ่องกง หรือละครทีวีบี ประเภทคนดีผู้เสียสละ แต่ด้วยรายละเอียดกับวิธีพาไปสู่จุดหมายก็ทำได้ถึงตามแนวหนัง โดยเฉพาะการถ่ายภาพของ สุทัศน์ อิทรานุปกรณ์ กับการแสดงของ อรุณ ภาวิไล ผู้ทำหน้าที่คล้ายบทของ โจวเหวินฟะใน 'โหดเลวดี' จัดเป็นการแสดงที่น่าดูครั้งหนึ่งของนักแสดงตลกรายนี้ จนได้ชิงสมทบชายรางวัลสุพรรณหงส์ในปีนั้นด้วย

ถนนนี้หัวใจข้าจอง (2540)
    ปัญหาเยาวชนยกพวกตีกัน เป็นปัญหาในบ้านเรา โดยเฉพาะใน กทม.มาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ และในช่วง 20 กว่าปีก่อน ปัญหานี้ก็จัดว่าหนักหนาที่สุดช่วงหนึ่ง ยืนยันกันได้ด้วยหนังเรื่องนี้ ผ่านเรื่องราวของเด็กหนุ่มรักดี (มณฑล จิรา กับการแสดงครั้งแรก) จากต่างจังหวัดที่ต้องมาอยู่ท่ามกลางศึกของ 2 สถาบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  
    คิด สุวรรณศร กับผลงานกำกับเรื่องสุดท้าย แต่ก่อนหน้านั้น เขาเคยมีผลงานเด่นอย่าง 'ชีวิตบัดซบ (2522)' ที่เล่าถึงปัญหาคนจนในกทม.จนได้รับคำชม ส่วนเรื่องนี้ก็คือหนึ่งในปัญหาชาวเมืองเช่นกัน และด้วยบทหนังของ สมพล สังขะเวส นักแปลชื่อดัง ถึงจะไร้ข้อสรุปของปัญหา รวมทั้งออกจะวกวนในประเด็นที่พยายามนำเสนอ แต่การเปิดเผยชีวิตของเด็กช่างกลอย่างจริงจัง เป็นสิ่งที่หนังไทยไม่เคยบันทึกกันมาก่อน และซีนใหญ่ตีกันในงานคอนเสิร์ตร็อก ตามด้วยรถเมล์ของ 2 สถาบันไล่ล่ากันบนถนนก็จัดว่าน่าจดจำ 

รักออกแบบไม่ได้ (2541)
    เรื่องราวของกลุ่มเพื่อนในคณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร ผู้มีกรุ๊ปเลือด 'โอ เนกาทีฟ' เหมือนกัน แต่ด้วยความสัมพันธ์ชายหญิง กับมิตรภาพ และความฝัน ในช่วงเวลาไม่กี่ปีในรั้วมหา'ลัย เป็นทั้งจุดเปลี่ยน รวมถึงการเติบโตของหนุ่มสาวทั้งหมด
    ผลงานกำกับของ ภิญโญ รู้ธรรม ที่รับโปรเจกต์ต่อมาจาก ยุทธเลิศ สิปปภาค ซึ่งโดนถอดกลางคัน จนเกิดข่าวเกรียวกราวตามมา เพราะเจ้าของเรื่องตัวจริงซึ่งก็คือยุทธเลิศ ดัดแปลงเรื่องราวขณะเรียนที่นั่นมาเป็นบทหนัง พอถูกเปลี่ยนตัว นักศึกษาจึงเกรงกันว่าคณะของตนจะโดนค่ายเพลงอย่างแกรมมี รวมทั้งบทหนังของอดีตนักศึกษา จิตรกรรมฯ ศิลปากร อย่าง วานิช จรุงกิจอนันต์ จะตกแต่งให้เพี้ยนไป เลยเกิดเสียงคัดค้านในการนำสถาบันไปเป็นโลเกชันถ่ายทำ 
    แต่เมื่อหนังออกฉาย ความไม่พอใจก็เลือนหาย ด้วยผลงานที่ปรากฎ กลายเป็นหนังวัยรุ่นที่ได้รับคำชม รวมทั้งทำเงินไปพอสมควร และมีการนำมาสร้างใหม่ทั้งในฉบับละคร และรีเมกในปี 2551 โดยยุทธเลิศเอง ในชื่อ 'รัก/สาม/เศร้า'

Goal Club เกมล้มโต๊ะ (2544)
    ด้วยบ้านเรามีการยิงสดบอลลีกกันแทบทุกแห่งบนโลก ไม่ต่างจาก "มวยตู้" แต่สำหรับฟุตบอล ผู้แทงไม่ได้มีแต่ชายฉกรรจ์ตามร้านตัดผมหรือวินมอ'ไซค์ แต่กินตลาดผีพนันมาถึงวัยรุ่น และปัญหานี้เคยถูกบันทึกไว้โดยผู้กำกับ กิตติกร เลียวศิริกุล ภายใต้การสร้างของฟิล์มบางกอก ค่ายหนังที่พาหนังไทยไปตลาดโลก ด้วยความแตกต่าง รวมถึงเรื่องนี้ก็ด้วย แม้จะเป็นหนังวัยรุ่นตามตลาดผู้ชมหนังไทยส่วนใหญ่ก็ตาม  
    บทหนังเล่าถึงกลุ่มเด็กวัยรุ่นผู้หลงใหลในเกมฟุตบอลที่ชื่อ "โกลคลับ" แต่จากชอบดูและเตะ กลายมาเป็นเด็กเดินโพย และด้วยความโลภกับเยาว์วัย พวกเขาจึงเริ่มคิดการใหญ่ ทั้งเม้มเงินและตั้งโต๊ะบอลขึ้นมาเอง โดยไม่รู้ว่ากำลังหานรกใส่ตัว 
    หนังมีสไตล์การเล่าน่าดู ทั้งเรียลและหม่นมืดตามสภาพอีกมุมในความจริงของสังคมวัยรุ่นเมืองหลวง และบทหนังก็มีกึ๋นมากพอ ทั้งดูสนุกและได้รับคำชมอย่างกว้างขวาง

รักแห่งสยาม (2550)
    สยามสแควร์ เป็นแหล่งรวมตัววัยรุ่นเมืองกรุงมาไม่ต่ำกว่า 40 ปี  เป็นโลเกชันให้หนังไทยมาหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เพื่อแสดงฉากความเป็นเมือง เช่นใน 'ทองพูนฯ (2520)' หรือฉากชีวิตวัยรุ่นเช่น 'น้ำพุ (2527)' หรือ 'ปลื้ม (2529)' รวมถึงนำมาใช้เป็นชื่อเรื่องก็ยังมี เช่น 'สยามสแควร์ (2527)' ของ ศุภักษร และเรื่องนี้ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ก็ยังใช้เป็นฉากของวัยรุ่น แต่ไปไกลยิ่งกว่า ด้วยการทำให้สยามกลายเป็นฉากรักของคู่หนุ่มน้อยที่ยังนุ่งขาสั้น
    ชีวิตเพศทางเลือกไม่ใช่ของใหม่ในหนังไทย แต่เรื่องนี้ลดอายุคู่รักลงจากหนังแนวนี้รุ่นป้าอย่าง 'เพลงสุดท้าย (2528)' หรือ 'ฉันผู้ชายนะยะ (2530)' และสื่อถึงความรักบริสุทธิ์เยาว์วัยได้อย่างน่าสนใจ พ่วงด้วยบทเพลงที่ไพเราะจับใจ แต่ด้วยบทสรุปที่ไม่เคลียร์ ผู้ชมพบแต่ปัญหาที่ถูกบรรเทา เป็นการยอมรับสภาพ มากกว่าความเข้าใจ จึงเป็นความอึดอัดอยู่ในความสุขที่หนังพยายามเสนอออกมา หนังประสบความสำเร็จในระดับปรากฎการณ์ จนทำให้ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เกิดหนัง-ซีรีส์ไทย Y ขึ้นอีกหลายเรื่อง

ฉลาดเกมส์โกง (2560)
    บทหนังได้ไอเดียมาจากข่าวการโกงสอบในเมืองจีน จนกลายมาเป็นหนังเรื่องเด่นแห่งยุคสมัย โดยผู้กำกับ นัฐวุฒิ พูนพิริยะ และสร้างโดยจีดีเอช เล่าเรื่องของเด็กหญิงมัธยมปลายคนหนึ่งที่ใช้ความฉลาดในการเรียน ร่วมกับเพื่อนหาประโยชน์จากการโกงสอบ โดยเริ่มจากในโรงเรียนตัวเอง ก่อนจะขยายไปไกลกว่านั้น กับการสอบวัดผลเพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอเมริกา โดยเชื่อเอาเองว่าแผนฉลาดๆ ของตัวจะต้องสำเร็จ    
    บทหนังโดยผู้กำกับเอง (ร่วมกับ ธนีดา หาญทวีวัฒนา และ วสุธรณ์ ปิยรมณ์) สามารถเล่าเรื่องได้อย่างน่าติดตาม และทำให้การสอบกลายเป็นความระทึกอย่างน่าดู เห็นร่องรอยของ ไบรอัน เดอ พัลมา หรือ อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก แบบหนังทริลเลอร์อยู่ในที โดยเฉพาะซีนท้ายเรื่องที่ซับเวย์ แต่ก็ยังผสมความรักแบบหนังครอบครัวลงไปได้อย่างพอเหมาะ การทำรายได้ทั้งใน-นอกประเทศรวมกันเฉียด 900 ล้าน หรือฮอลลีวู้ดจะซื้อไปเมก จึงไม่น่าแปลกใจสำหรับความสดใหม่ระดับนี้ 

Where We Belong ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า (2562)
    เขียนบท-กำกับโดย คงค์เดช จตุรันต์รัศมี เล่าเรื่องของเด็กสาวลูกร้านก๊วยเตี๋ยวเมืองจันท์ที่เตรียมทิ้งบ้านเกิด เพื่อจะไปเรียนต่อฟินแลนด์ ด้วยเหตุผลเพียงว่าอยากจะไปให้พ้นจากชีวิตปัจจุบันของเธอ เด็กสาวจึงใช้ช่วงเวลาระหว่างเตรียมตัว ทำกิจกรรมต่างๆ ที่คิดว่าควรจะทำ เช่นทำให้เพื่อนในกลุ่มที่โกรธกันได้มาคืนดีเพื่อกลับมาเล่นดนตรีด้วยกันอีกครั้ง เคลียร์เรื่องคาใจกับเพื่อนสนิทที่เลิกคบกันไปแล้ว ไปหาผู้ชายที่เธอเคยคบ และอื่นๆ รวมทั้งใช้ชีวิตกับเพื่อนรักของเธอ
    เป็นหนังวัยรุ่นที่ถ่ายทอดด้วยอารมณ์เป็นหลัก กับนำเสนอสื่อสัญลักษณ์ถึงวันวัย รวมทั้งความเชื่อ ผ่านการแสดงแบบเรียลๆ แตกต่างจากหนังวัยรุ่นส่วนใหญ่ คือไม่มีเรื่องราวให้ผู้ชมเข้าใจเพื่อไปถึงไคลแม็กซ์ แต่ถูกผูกขึ้นเพื่อสื่อเข้าไปในความคิดกับคำถามของคนวัยนี้ถึงการมีชีวิตอยู่ ก่อนจบลงด้วยบทสรุปเป็นช็อตระเบิดน้ำตา ได้รางวัลสำคัญจากทุกเวทีประกวดในบ้านเรา และหนังเยี่ยมขวัญใจผู้ชมจากเทศกาลหนังเอเชียที่แวนคูเวอร์

สืบสกุล แสงสุวรรณ

สืบสกุล แสงสุวรรณ นักเขียนและคอลัมนิสต์อิสระ อดีตบรรณาธิการนิตยสาร ZOO Weekly ผู้ร่วมก่อตั้งและนักเขียนประจำนิตยสาร HAMBURGER เจ้าของคอลัมน์ Good Old Days ในนิตยสาร a day ที่ถูกนำมารวมเล่มแล้วถึง 3 เล่ม ปัจจุบันยังแบ่งเวลาสำหรับการสร้างสรรค์ภาพวาดและการเขียนส่วนตัวอยู่เสมอ